News89

ข่าวสารทั่วทุกมุมโลก เรื่องราวแวดวงบันเทิง เหตุบ้านการเมือง สถานที่ท่องเที่ยว เศรฐกิจ และ การดูดวงประจำวัน เราได้รวบรวมทุกข่าวสารทั่วทุกมุมโลกมาไว้ให้คุณแล้วที่นี่ที่เดียว NEWS 89

พระ -เณร สุดทน ขึ้นปราศรัย ชู 3 นิ้ว ถ้าการเมืองดีหลวงพี่คงไม่มาบวช เล่าวันถูกสลายชุมนุม

พระ -เณร สุดทน ขึ้นปราศรัย ชู 3 นิ้ว ถ้าการเมืองดีหลวงพี่คงไม่มาบวช

พระ -เณร สุดทน ขึ้นปราศรัย ชู 3 นิ้ว เล่าวันถูกสลายชุมนุม เมื่อเวลา 17.00 น. วันที่ 5 พ.ย.63 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่บริเวณหอนาฬิกา ด้านหน้ามหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา จ.นครปฐม หลังจากเพจเฟซบุ๊กของภาคีนักศึกษาศาลายาได้ประกาศเชิญชวน รวมพล “ราษฎร” ศาลายาในช่วงเวลา 17.00 น. เพื่ออกมาเรียกร้อง 3 ข้อ โดยร่วมกิจกรรมในการเปิดพื้นที่แสดงออกให้ถนนทั้งสาย ณ วงเวียนหอนาฬิกา ศาลายา เต็มไปด้วยราษฎรและเปิดพื้นที่เสรี “ฟรีไมค์” มาร่วมกันประกาศศักดา ทำให้ทุกพื้นที่เป็นพื้นที่ของ “ราษฎร” โดยแท้จริง

จากนั้นได้มีประชาชน รวมไปถึงบรรดานักศึกษาจากมหาวิทยาลัยต่างๆ ทั้งในเขตนครปฐมและเขตใกล้เคียง รวมไปถึงพระภิกษุสงฆ์ ได้ทยอยมารวมตัวกันตามนัด ทั้งนี้ได้มีการจัดเวทีเพื่อปราศรัย บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก ขณะเดียวกัน พ.ต.อ.ธีรศักดิ์ ศรีประเสริฐ ผกก.สภ.พุทธมณฑล จ.นครปฐม ได้เดินทางมาในพื้นที่ของการจัดชุมนุมครั้งนี้ โดยยื่นหนังสือให้กับประธานภาคีนักศึกษาศาลายา เนื่องจากในการชุมนุมสาธารณะครั้งนี้ไม่ได้มีการขออนุญาตก่อน ภายใน 24 ชั่วโมงจากเจ้าหน้าที่ จึงแจ้งขอความร่วมมือในการเปิดทางการจราจรให้ประชาชนได้สัญจรได้อย่างสะดวก และขอความร่วมมือให้ยุติการชุมนุมภายในเวลา 20.00 น.

น.ส.ฉัตรรพี อาจสมบูรณ์ อายุ 22 ปี นักศึกษาวิทยาลัยนานาชาติ มหิดล ศาลายา ซึ่งเป็นประธานภาคีนักศึกษาศาลายา เปิดเผยว่า ในการจัดกิจกรรมครั้งนี้เพื่อต้องการเรียกร้อง ในจำนวน 3 ข้อ คือ 1.พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี จะต้องลาออกจากตำแหน่งนายก 2.จัดให้มีการร่างรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน 3.ต้องการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ให้อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ แต่ไม่ใช่การล้มล้างสถาบัน ขอประกาศอีก 1 จุดยืนคือ “ไม่ร่วมสังฆกรรมกรรมการสมานฉันท์” เพราะเราเล็งเห็นว่าเป็นแค่การต่ออายุให้รัฐบาล จะขอยืนยันสามข้อเรียกร้องเดิมเท่านั้น

นอกจานี้ยังมีการทำสัญลักษณ์เพื่อล้อการเมือง โดยมีลุงหุ่น อายุ 55 ปี ชาวพิษณุโลก ได้แต่งตัวล้อเลียนทางการเมืองเพื่อบอกเล่าเรื่องราว โดยสวมใส่ชุดนักโทษสีน้ำตาลและล่ามโซ่ตรวน สะพายกล่องรับบริจาคสนับสนุนหุ่นโชว์แสดงสัญลักษณ์ทั่วประเทศ ทั้งยังทาแป้งจนเป็นหน้าสีขาวนวลเขียนระบุไว้ที่ใบหน้าว่าไม่ใช่นักโทษ

ขณะเดียวกันได้มี “พระเอิร์ธ” ขึ้นปราศรัย โดยกล่าวว่า ถ้าการเมืองดีหลวงพี่คงต้องไม่มาบวชเรียน เพราะเศรษฐกิจไทยบีบบังคับให้หลวงพี่เป็นผู้อ่อนแอและต้องมาพึ่งผ้าเหลืองในการบวชเรียน สิ่งที่ทำให้พระสงฆ์ไทยมีสิทธิบางอย่างเหนือการเมือง คงจะปฏิเสธไปไม่ได้ว่า เป็นระบบพัดยศ เป็นสิ่งหนึ่งที่ทำให้พระสงฆ์มีความยึดติดกับยศ ตำแหน่ง พระใช้ระบบนี้ในการกดขี่พระลูกวัดและสร้างค่านิยม จึงอยากฝากไปถึงพระด้วยกันเอง พวกเราไม่ออกมาไม่เป็นไร เพราะตอนนี้พวกเรายังสบายอยู่ ถือบาตรออกบิณฑบาต ก็ได้ข้าวกลับมาใช้ชีวิตให้อยู่รอดภายใน 1 วัน

ส่วนพระที่มียศมีตำแหน่งก็ได้เงินจากการออกกิจนิมนต์ พวกเราไม่ได้รับรู้ถึงความรู้สึกของคนที่อยู่ด้านหน้าที่มาชุมนุม ที่บางคนจะต้องส่งเงินเสียตัวเองให้ได้เล่าเรียน พ่อแม่บางคนอดข้าวอดน้ำเพื่อที่จะให้ลูกมีเงินไปใช้จ่ายที่โรงเรียนซื้อข้าวกลางวัน แต่พระสงฆ์เพียงแค่ถือบาตรออกไปเดินก็มีข้าวกินแล้ว

อย่าลืมว่าโรงเรียนพระปริยัติธรรมก็เป็นเงินภาษีของประชาชนเช่นเดียวกัน พระพุทธศาสนาจะแยกตัวออกจากการเมืองได้อย่างไร ในเมื่อประชาชนเสียเงินภาษีให้พวกเราได้เล่าเรียน ในเมื่อประชาชนเสียภาษีให้พวกเราได้เล่าเรียนเรียนฟรีใน ร.ร.พระปริยัติธรรม แต่โยมไม่ได้อะไรกลับไปเลยนอกจากน้ำลาย และเป็นน้ำลายสลิ่ม ที่เข้าข้างศักดินา ประชาชนไม่ได้อะไรเลยนอกจากคำว่ารักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ หากเราปฏิรูปเราก็สามารถอยู่ด้วยกันได้ภายใต้รัฐเดียวกัน มีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์เหมือนกันและเท่าเทียมกัน

จากนั้น หลวงพี่เอิร์ธ ก็ได้ชู 3 นิ้ว พร้อมกล่าวว่า “สาธุ” ก่อนที่ สามเณรสหรัฐ จะขึ้นเวที พร้อมเล่าถึงเหตุการณ์สลายชุมนุมที่แยกปทุมวัน เมื่อ 16 ต.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งสามเณรสหรัฐ ก็อยู่อยู่ในเหตุการณ์ดังกล่าวด้วย

อาจดูไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร ที่เราจะได้เห็นพระภิกษุสงฆ์เข้ามามีส่วนร่วมในการชุมนุมเพื่อประชาธิปไตยในครั้งนี้ เพราะในขบวนการเคลื่อนไหวที่ผ่านมา ก็เคยบุคคลจากฟากฝั่งของศาสนาพุทธเข้ามามีส่วนร่วม ไม่ว่าจะในฐานะมิ่งขวัญกำลังใจ ในฐานะนักเคลื่อนไหว หรือแม้แต่ก้าวขึ้นไปเป็นแกนนำเสียเอง (?)

“ที่จริงผมคิดว่าเราไม่สามารถแยกศาสนาออกจากการเมืองได้ โดยเฉพาะในบริบทของประเทศไทย”

The People ได้มีโอกาสพูดคุยกับสามเณรรูปหนึ่ง ซึ่งมาเข้าร่วมการชุมนุมเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2563 “เณรโฟล์ค” คือชื่อที่เณรยินดีบอกกับเรา โดยเณรเล่าว่า หลังบวชเรียนมาตลอด 8 ปี จนเรียกได้ว่ามีความคุ้นเคยกับวิถีชีวิตที่ผูกพันกับพุทธศาสนา น่าแปลกที่แม้หลายคนจะบอกว่า ‘ศาสนาไม่ควรยุ่งเกี่ยวกับการเมือง’ ที่จริงสองสิ่งนี้กลับเกี่ยวเนื่องกันมาตลอด และก็มีที่ท่าว่าจะแยกจากกันได้ยาก

“ประเทศไทย คนนับถือศาสนาพุทธเยอะถูกไหมครับ ไม่ว่าจะภิกษุ สามเณร หรือภิกษุณี ในฐานะกลุ่มคนที่ส่งต่อคำสอน ก็นับเป็นบุคคลสำคัญสำหรับผู้ที่นับถือศาสนานี้ทั้งนั้น ทีนี้ ทำไมผมถึงมองว่าการเรียกร้องประชาธิปไตยสำคัญ ก็เพราะเราเป็นกลุ่มที่มีอำนาจในการส่งต่อความเชื่อไปสู่ประชาชน แต่อำนาจตรงนี้มันดันไปเกี่ยวข้องกับสถาบันทางการเมือง เพราะในระบบการปกครองของสงฆ์ เรามีสมเด็จพระสังฆราชเป็นประมุข ซึ่งตำแหน่งนี้ถูกแต่งตั้งโดยพระมหากษัตริย์ หมายความว่าเราอยู่ใต้การปกครองของสถาบันพระมหากษัตริย์อีกที แบบนี้เห็นภาพไหมครับ ว่าทำไมเราถึงข้องเกี่ยวกับการเมือง”

เณรโฟล์ค อธิบายให้เราฟังว่า บทบาทของพุทธศาสนาที่ผ่านมา มักอยู่ในจุดที่สนับสนุนสถาบันพระมหากษัตริย์ การปกครองในรูปแบบนี้ เริ่มมีมาตั้งแต่ช่วงปี พ.ศ. 2505 หลังจากที่จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรี (ช่วงรัฐบาลปฏิวัติ)

จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ได้มีคำสั่งยกเลิก พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ. 2484 ซึ่งเป็นพ.ร.บ.คณะสงฆ์ฉบับประชาธิปไตย (มีอำนาจสูงสุดอยู่ที่ สมเด็จพระสังฆราช แต่มีการแบ่งส่วนในคณะสังฆมนตรี โดยมีสังฆสภา พระธรรมธร พระวินัยธร รวมถึงเจ้าคณะภาค เจ้าคณะจังหวัด เจ้าคณะอำเภอ เจ้าคณะตำบล และเจ้าอาวาส คอยดูแลเผยแพร่พระพุทธศาสนา ตั้งแต่ส่วนกลางไปถึงส่วนภูมิภาค) และเปลี่ยนเป็นพ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 ซึ่งอำนาจเบ็ดเสร็จถูกดึงกลับมาอยู่ในมือของสมเด็จพระสังฆราชเพียงผู้เดียว.

 

 

Share on facebook
Facebook
Share on google
Google+
Share on twitter
Twitter
Share on pinterest
Pinterest

หมวดหมู่

ข่าวสด
ข่าวรอบโลก
สถานที่ท่องเที่ยว
ข่าวบันเทิง
ข่าวหนัง
ข่าวกีฬา
ดูดวง

ข่าวใหม่ล่าสุด

เว็บข่าวที่ดีที่สุด

NEWS89

NEWS 89